061-825-4596
IDLINE : @InspiraNow
Info@InspiraNow.com

เราพร้อมกลับออฟฟิศกันแล้วหรือยัง?

คุณอยากกลับไปทำงานในออฟฟิศหรือยังคะ ?

ในแวดวงธุรกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา (ซึ่งเป็นเสียงใหญ่ ที่ดังอยู่ในสื่อระดับโลกทั้งหลาย) มีการพูดถึงการกลับไปทำงานในออฟฟิศ สิ้นสุดการ work from home มาตั้งแต่ต้นปีที่เขาคาดการณ์ตัวเลขการฉีดวัคซีน

ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเลย เพราะข้อมูลล่าสุดจาก ourworldindata.org ณ วันที่ 4 กันยายน 2564 บอกว่าประเทศสหรัฐอเมริกามีประชาชนที่ได้รับวัคซีนครบสองโดสแล้วจำนวน 52% (เทียบกับตัวเลขของประเทศไทยที่ 11% ของประชากรในประเทศ)  และถ้านับประชาชนที่ได้รับวัคซีนอย่างน้อยหนึ่งโดสแล้ว จะเป็นตัวเลข 62% (เทียบกับในเมืองไทยเพียง 33%)

หลายบริษัทในสหรัฐทยอยเรียกพนักงานกลับออฟฟิศ แต่แล้วพบว่าการติดเชื้อสายพันธุ์เดลต้ารุนแรงขึ้น จนทุกคนต้องเปลี่ยนแผนกะทันหัน ยกเลิกการกลับออฟฟิศทันที

การได้กลับไปออฟฟิศ เป็นเรื่องที่ฟังดูเผินๆ เหมือนน่าจะเป็นข่าวดี

แต่กลับถูกถกเถียงกันมากว่า เราพร้อมจริงๆ หรือ กับการกลับไป

งานสำรวจของ PwC ที่ชื่อ Remote Work Survey ที่เพิ่งครั้งทีสองไปเมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2564 นี้

โดยสอบถามพนักงาน 1,200 คนและผู้บริหารอีก 120 คน ได้ผลออกมาค่อนข้างชัดว่าแนวโน้มการทำงานแบบผสม (Hybrid – ทำงานที่บ้านบางวัน และที่ออฟฟิศบางวัน) จะกลายเป็นวิถีใหม่

จำนวนบริษัทที่อนุญาตให้พนักงานทำงานที่บ้านได้ 1 ครั้งต่อสัปดาห์ เพิ่มขึ้นจาก 29% (ก่อนโควิด) เป็น 69% (หลังโควิด)

68% ของผู้บริหารบอกว่า พนักงานน่าจะเข้าออฟฟิศอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์จึงสามารถรักษาวัฒนธรรมองค์กรไว้ได้

70% ของพนักงานตอบว่า การทำงานที่บ้านเป็นประสบการณ์ที่พวกเขาถือว่าประสบความสำเร็จ

86% ของพนักงานสนับสนุนการทำงานที่บ้าน 1 ครั้งต่อสัปดาห์

35% ของพนังงานตอบว่า อยากทำงานทีบ้านแบบเต็มเวลาเลย

และในปีนี้ บริษัท 30 แห่ง ก้าวออกมาเป็นบริษัทแรกๆ ที่ตัดสินใจประกาศให้พนักงานทำงานที่บ้านได้

ซึ่งมีทั้งบริษัทชั้นนำในหลากหลายอุตสาหกรรม อย่างเช่น Ford Motor, Siemens, Verizon, Target, Capital One และบริษัทในแวดวงเทคโนโลยีอีกมากมายเช่น Facebook, VMware, Twitter, Spotify, SAP, Salesforce, Microsoft, Dropbox, Adobe, Amazon

แต่ขณะเดียวกัน หลายบริษัทก็ยังลังเลไม่อยากให้สิทธิ์ทำงานที่บ้านมากนัก เกิดการเสียงแตก

JPMorgan Chase ซึ่งเป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา คาดหวังให้พนักงานสลับกันกลับเข้าออฟฟิศ และ Jamie Dimon ประธานบริหารธนาคาร ยังออกมาให้สัมภาษณ์ว่าการทำงานที่บ้านแบบร้อยเปอร์เซ็นต์นั้น ไม่เหมาะกับพนักงานหนุ่มสาว ไม่เหมาะกับคนที่เอาจริงเอาจังและต้องการก้าวหน้าในอาชีพ ไม่เหมาะกับการระดมสมองออกไอเดีย และยังไม่ดีต่อวัฒนธรรมองค์กรด้วย

และแล้ว บริษัทที่คาดการณ์ว่าเดือนกันยายนนี้จะเป็นช่วง Back to Office (ล้อคำว่า Back to School ของเด็กๆ ที่เริ่มต้นปีการศึกษาในเดือนกันยายน) ต้องออกมาประกาศเลื่อนการกลับออฟฟิศเพราะตัวเลขติดเชื้อสายพันธุ์เดลต้าที่พุงขึ้น  ในการนี้หลายบริษัทสูญเสียเงินไปแล้วกับการตระเตรียม เช่น ค่าตรวจเชื้อพนักงาน ค่าสำรวจว่าใครฉีดวัคซีนแล้วและทำการวางตารางเวลาการกลับ รวมถึงความวุ่นวายที่เกิดจากการสื่อสารที่เปลี่ยนไปมา

กลับไปที่งานสำรวจของ PwC  ซึ่งมีข้อสรุปว่า แม้คนจะอยากทำงานที่บ้านมากขึ้น แต่ก็ตอบชัดว่าการสอนและโค้ชในงาน การสื่อสาร และการร่วมมือกัน ทำได้ยากลำบากขึ้น

“Work remains productive, but coaching, communication, and collaboration remain a struggle.”

แม้ในไทย เรายังตามหลังอยู่ด้วยประเด็นวัคซีน แต่เราก็ต้องเริ่มคิดในหลายๆ แง่มุม ทั้งด้านพนักงานหรือบริษัทเอง นั่นคือ

1.การกลับไปออฟฟิศ บริษัทต้องมีมาตรการป้องกันที่มั่นใจได้ เพราะนั่นคือความรับผิดชอบต่อพนักงานและสังคม

2.ในด้านพนักงานเอง ก็ต้องเคารพกฎ social distancing อย่างเข้มงวด พื้นที่ใช้ร่วมกันในออฟฟิศส่วนหนึ่งอาจถูกปิด อย่าคาดหวังความสะดวกสบายเช่นเดิม

3.การเรียกพนักงานกลับออฟฟิศในช่วงแรก ก็ต้องมีระยะปรับตัว พนักงานที่เป็นพ่อแม่หลายคนอาจยังคงมีภาระในการดูแลลูกที่ยังไปโรงเรียนไม่ได้

4.การกำหนดนโยบายทำงานที่บ้านในระยะยาว เป็นสิ่งที่ต้องทดลองต่อเนื่องให้พบสัดส่วนที่พอเหมาะ และอาจไม่จำเป็นต้องเท่าเทียมกันในตำแหน่งงานต่างๆ  บริษัทควรมีเหตุผลอธิบายที่ชัดเจน

5.บุคลากรที่มีความสามารถสูง ที่เราเรียกว่า talent อาจมีความคาดหวังให้ทำงานที่บ้านได้มากขึ้น บริษัทต้องคอยจับตามองเรื่องนี้อย่างดี เพราะมันทำให้คนกลุ่มนี้ลาออกไปอยู่กับบริษัทอื่นที่ตอบสนองความต้องการเขาได้ดีกว่า

6.การบริหารทีมที่คนบางส่วนอยู่บ้าน คนบางส่วนอยู่ที่ออฟฟิศ อาจมีประเด็นการสื่อสารที่ไม่เท่าเทียมกันได้

7.แม้กลับไปออฟฟิศแล้ว เราจะ reengage หรือสร้างบรรยากาศกระตือรือร้นกลับมาได้อย่างไร

8.ทำอย่างไรพนักงานจะไม่รู้สึกว่า การกลับไปหมายถึงทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิม เพราะการทำงานต้องเปลี่ยนไปแล้ว การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นทำให้เราต้องเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจ การตัดสินใจต้องรวดเร็วขึ้น และสำหรับพวกเราที่เป็นพนักงานแล้ว

ไม่ว่าจะทำงานที่บ้านต่อ หรือกลับไปออฟฟิศ โจทย์ที่ต้องคิดคือ เราจะปรับตัว เพิ่มทักษะที่รองรับธุรกิจในอนาคตอย่างไร

รูปแบบการทำงานแบบผสมผสานที่เอื้อต่อความร่วมมือในอนาคตนี้ เป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนต้องร่วมด้วยช่วยกันคิดและทดลองทำมันขึ้นมาการกลับออฟฟิศ จะไม่ใช่การกลับไปเหมือนเดิม เราพร้อมสร้างทีมเวิร์คบทใหม่หรือยัง

เพราะต่อไปนี้ สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่ทำงานที่ไหน แต่ปรับตัวเรียนรู้ และร่วมมือกันสร้างผลลัพธ์ได้เก่งแค่ไหน