061-825-4596
IDLINE : @InspiraNow
Info@InspiraNow.com

Sharing Economy โตแล้ว ยังโตอีก

Sharing Economy โตแล้ว ยังโตอีก

บางคนแปลว่า เศรษฐกิจร่วมใช้ เศรษฐกิจแบ่งปัน 

และรู้จักในชื่ออื่นเช่น Gig Economy, Collaborative Consumption และ Access Economy

ใจความสำคัญของมันคือ การเชื่อมต่อระหว่างผู้มีทรัพยากรเหลือใช้และผู้ต้องการใช้  ทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรที่คุ้มค่ามากขึ้นของทั้งระบบเศรษฐกิจ

หลายเพจเขียนอธิบายถึงธุรกิจแบบใหม่นี้ได้ดีแล้ว โดยยกตัวอย่างที่เป็นที่รู้จัก เช่น AirBnB, Grab Taxi, NetFlix, Spotify 

วันนี้ขอพูดในมุมที่น่าสนใจและได้รับการพูดถึงน้อยบ้างนะคะ

  1. เติบโตก้าวกระโดด  นิตยสาร Time ระบุว่า Sharing Economy จะเป็น 1 ใน 10 ไอเดียที่เปลี่ยนโลก  และ PwC ประเมินว่ารายได้ของเศรษฐกิจนี้จะโต 22 เท่าใน 12 ปี นั่นคือมีมูลค่าที่เติบโตจาก 15 พันล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 335 พันล้านเหรียญสหรัฐ  โตพุ่งพรวดตามทันเศรษฐกิจซื้อขายในรูปแบบเดิมในปี 2025 

สินค้าหรือบริการที่โตเร็วที่สุดในรูปแบบนี้คือ

(1) การให้ยืมเงินแบบ peer-to-peer (เชื่อมผู้กู้และผู้ให้กู้รายย่อยโดยไม่ผ่านธนาคาร)
(2) การทำงานรูปแบบฟรีแลนซ์หรือพนักงานชั่วคราว (เชื่อมพนักงานที่มีเวลาเหลือ กับบริษัทที่ต้องการจ้างงานแค่บางเวลา)
(3) บ้านเช่า ห้องเช่า (เชื่อมคนที่มีห้องว่าง และคนที่ต้องการอาศัยเพียงชั่วคราว
(4) รถจ้าง (คนธรรมดาที่เป็นเจ้าของรถ ก็สามารถหาคนต้องการใช้รถได้ง่ายๆ)
(5) ดนตรีและภาพยนตร์ (เราสามารถเลือกดูและชมโดยจ่ายเงินน้อยลง เพราไฟล์นั้นถูกแขร์กันระหว่างผู้ชมที่มากขึ้น)

และแน่นอนว่า สินค้าและบริการที่จะมีให้เช่าในรูปแบบนี้จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ 

  1. การเติบโตนี้จะมาในไทยแน่นอน ประเทศอังกฤษเป็นประเทศที่มี sharing economy ขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป  และ ภายหลัง PwC UK ได้ประเมินมูลค้าในปี 2025 ไว้ถึง 140 พันล้านปอนด์  ตัวเลขนี้เป็นถึง 60% ของตัวเลขเดิมเคยประเมินไว้เป็นของทั้งโลก (335 พันล้านเหรียญสหรัฐ) นั่นหมายความว่าการเติบโตที่แท้จริงของทั่วโลกอาจสูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ 

เมื่อเห็นตัวเลขลักษณะนี้ หลายคนอาจนึกว่าประเทศไทยนั้นแตกต่างกับอังกฤษมาก

แต่อย่าลืมว่า เทรนด์ต่างๆ จะมาถึงเราไม่ช้าก็เร็ว

ดิฉันมีเพื่อนที่เป็น venture capitalist คือนักลุงทุนในสตาร์ทอัพใหม่ๆ เล่าให้ฟังว่าปัจจัยหนึ่งของการให้ทุนคือเขาจะดูว่าธุรกิจนี้เกิดขึ้นในประเทศอื่นหรือยัง ถ้าเกิดขึ้นแล้วเขาจะมั่นใจในการลงทุนมากขึ้น

ครั้งแรกที่ดิฉันอ่านเรื่องราวของ Rent the Runway ซึ่งเป็นธุรกิจเช่าชุดหรูของสหรัฐ  ดิฉันก็รู้สึก “บ้านเราคงเกิดยาก เพราะมีทางเลือกที่ถูกกว่ามาก เช่นแฟชั่นแนวเกาหลีที่ขายอยู่ดาษดื่นในช่องทางออนไลน์ทั้งหลาย หาซื้อสะดวกและราคาถูกกว่าเช่าเป็นหลายเท่านัก)  แต่เชื่อไหมคะ เรามีธุรกิจเช่าเสื้อกันหนาว หรือกระเป๋ารองเท้าแพงๆ แล้ว นั่นแหละค่ะ ถ้าโตที่อื่น จะมาโตที่บ้านเราแน่ไม่ช้าก็เร็วในรูปแบบที่ปรับให้เหมาะกับเรา

ตอนนี้บ้านเราก็มีแพลตฟอร์มใหญ่ๆ หมดแล้วเช่น Grab, AirBnB, Netflix, Spotify 

และจะมีการปรับแบบ niche เกิดขึ้นได้อีกมากมาย เช่น แทนที่จะเรียกรถและคนขับทั่วไป เราสามารถจ้างรถที่มีคนขับที่ปลอดภัยต่อการรับส่งเด็กไปโรงเรียนโดยเฉพาะ, ต่อไปเราอาจแชร์ค่าส่งสินค้ากับเพื่อนบ้านในคอนโดจากร้านผักมายังคอนโดเราก็ได้, ต่อไปเราอาจผลัดกันสอนหนังสือลูกๆ ที่เป็นรูปแบบ homeschool ได้ เกิดการจับคู่และแบ่งเวลากันดูลูกของพ่อแม่ที่บ้านใกล้กัน,

หรือเราสามารถแชร์รถไปคอนเสิร์ตทีเขาใหญ่กับคนที่กำลังจะไปคอนเสิร์ตเดียวกันพอดีโดยเราไม่ต้องรู้จักกันมาก่อน

  1. เมืองที่คนเข้าถึงบริการและจัดการทรัพยากรได้ดีขึ้น  Consumer Choice Center เริ่มทำการสำรวจเมืองใหญ่ทั่วโลกว่ามีบริการในรูปแบบ sharing economy ในระดับใด โดยดูจาก availability (มีให้บริการ) และ access (เข้าถึงง่าย) 

ในปี 2020 ที่เริ่มสำรวจ จะเห็นว่าเมืองทางฝั่งยุโรปตะวันออกได้อันดับสูงๆ  แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปิดรับ และกฎหมายที่สนับสนุนหรือไม่มีข้อจำกัดมากนัก   บริการที่จะทำให้เมืองได้คะแนนสูงคือ รถจ้าง ห้องเช่า และ สกู๊ตเตอร์ (อันหลังนี่น่าสนใจมาก ว่ากรุงเทพคงยังต้องจัดระเบียบถนนอีกมาก ก่อนที่จะปลอดภัยเพียงพอที่จะมีสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าวิ่งไปมา  หรือไม่แน่นะคะ การจันอันดับในอนาคตอาจพิจารณารถมอเตอร์ไซต์แบบวินบ้านเราก็เป็นไปได้)

ประเด็นคือ เมืองที่ได้อันดับสูงๆ หมายถึงผู้อยู่อาศัยจะได้รับบริการเหล่านี้ที่สะดวกสบาย เข้าถึงง่าย ในราคาถูก

ดิฉันเห็นการจุดประสงค์ของการสำรวจนี้ ก็ยังคิดไปว่าประเด็นห้องเช่าสำหรับผู้อาศัยในเมือง (ไม่ใช่เพียงห้องเช่าสำหรับนักท่องเที่ยว) ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับกรุงเทพ

เมืองอื่นที่เป็นที่ยอมรับว่ามีคุณภาพชีวิตที่ดี ทีติดอันดับในการสำรวจนี้เช่น เมืองเฮลซิงกิในประเทศฟินแลนด์ (อันดับ 9)  เมืองแวนคูเวอร์ในประเทศแคนาดา (อันดับ 43) และ เมืองโตเกียวในประเทศญี่ปุ่น (อันดับ 50)  เมืองเหล่านี้น่าเป็นที่ศึกษาในด้านกฎหมายที่ควบคุมและจัดระเบียบให้เกิดความปลอดภัยและยุติธรรมของ sharing economy

4. เราจะประหยัดขึ้น และรวยขึ้น Adam Smith Institute เป็นสถาบันซึ่งตั้งขึ้นในประเทศอังกฤษเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจเสรี  (ตั้งชื่อตามชื่อ อดัม สมิธ บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์) ออกมาสนับสนุน Sharing Economy เพราะหัวใจของมันคือเพิ่มการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่ามากขึ้น

เพจนีได้พูดถึงงานวิจัยที่สรุปว่าแต่ละบ้านในประเทศอังกฤษ เก็บสะสมข้าวของเครื่องใช้ที่เกินความจำเป็นถึงครัวเรือนละ 1,784 ปอนด์ (ประมาณ 35,000 บาท)  ถ้าทุกบ้านสามารถนำออกมาให้คนอื่นเช่าได้ ก็จะเกิดรายได้มากขึ้น

ประเด็นนี้น่าคิดมาก เพราะที่ผ่านมาทุนนิยมและแนวคิดของการผลิดแบบ mass production ทำให้เรามีข้าวของเหลือเฟือและขยะล้นโลก  ดิฉันแอบหวังว่า sharing economy จะมาสอนให้เราใช้สอยอย่างมีสติมากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง

5. ผู้เล่นรายย่อยจะมากขึ้น ถ้าใครที่หวังจะทำธุรกิจนี้ คุณคงไม่ต้องไปแข่งกับ Grab หรือ AirBnB 

ต่อไปคุณอาจสร้างการแชร์ในรูปแบบพิเศษที่เรียกว่า niche ขึ้นมาได้ เพราะในอนาคต แพลตฟอร์มต่างๆ จะถูกพัฒนาต่อไปไปให้เชื่อมต่อกับ API (Application Programming Interface) หมายความว่าคุณสามารถเชื่อมต่อผู้เช่าและผู้ให้เช่าที่มีความต้องการเฉพาะทางต่างๆ ได้ เพียงเขียน app มาเชื่อมกับแพลตฟอร์มหลักๆ  เป็นลักษณะของ hub-and-spoke (ดูตัวอย่างในข้อ 2) 

อย่างไรก็ตาม เราคงต้องจับตามองเทรนด์นี้และมีส่วนร่วมในการใช้ให้ถูกทางต่อไป

เราคงไม่เพียงแต่จับตามองเทรนด์ sharing economy ต่อไปในอนาคต  แต่เราทุกคนมีส่วนร่วมในการเป็นผู้ใช้ที่มีเสียงตอบรับ เพื่อให้แพลตฟอร์มต่างๆ ทำงานได้ดีขึ้น และที่สำคัญ คิดหาโอกาสใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มต่างๆ เหล่านี้ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของเรา ประเทศ และโลกกันเถิดค่ะ